เสวนาออนไลน์ “หลังศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนประกาศ 62/2567 แพทย์ยกเลิก…ควรไปทางไหน??” โดย อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์

สรุปสาระสำคัญที่ได้จากการเสวนาออนไลน์ “เสวนาออนไลน์เรื่อง “หลังศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนประกาศ 62/2567 แพทย์ยกเลิก…ควรไปทางไหน??” โดย อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00–15.30 น. ผ่าน Facebook Live: medlawprooffice

วัตถุประสงค์และภาพรวมการเสวนา (Objective & Overview)

  • ความเป็นมาและบริบท: แพทยสภาได้ออกประกาศฉบับที่ 62/2567 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 เพื่อกำหนดเกณฑ์ระดับโทษทางจริยธรรมเกี่ยวกับผู้ดำเนินสถานพยาบาล ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการโฆษณา โดยอ้างเหตุผลการป้องปรามคดีความร้องเรียนแพทย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (ปี 2566 มี 41 คดี, ปี 2567 มี 111 คดี และปี 2568 พุ่งสูงเกินกว่า 400 คดี)
  • มูลเหตุคดีความ: สมาชิกแพทยสภาได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้ออำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาศาลปกครองได้มีคำพิพากษา เพิกถอนประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 62/2567 โดยให้มีผลย้อนหลัง (Retrospective Effect)
  • เป้าหมายหลักของการเสวนา: เพื่อวิเคราะห์ข้อบกพร่องทางกฎหมายปกครองของการออกประกาศฯ ผลกระทบต่อคดีจริยธรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ตลอดจนร่วมกันเสนอทางออกเชิงยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลวิชาชีพแพทย์

สาระสำคัญตามระเบียบวาระ / ประเด็นการเสวนา (Discussion by Topic)

ประเด็นที่ 1: ความชอบด้วยกฎหมายปกครอง ลำดับชั้นกฎหมาย และความบกพร่องทางขั้นตอนของประกาศ 62/2567

  • บริบท/คำถามนำ: แพทยสภามีอำนาจกำหนดเกณฑ์โทษผ่าน “ประกาศ” หรือไม่ และได้ดำเนินงานตามรูปแบบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย:
    • ประกาศนี้ฉบับนี้ถูกนำไปประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จึงมีสถานะเป็น “กฎ” ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป แพทยสภาไม่อาจอ้างต่อศาลว่าเป็นเพียงเอกสารประชาสัมพันธ์หรือแนวปฏิบัติภายในได้
    • พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 7(3) ที่แพทยสภาอ้าง ไม่ได้มอบอำนาจให้ออกประกาศกำหนดเกณฑ์โทษเรื่องผู้ดำเนินสถานพยาบาล ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือการโฆษณา
    • การออกบทบังคับที่มีผลจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 จะต้องทำในรูปแบบ “ข้อบังคับ” ตามมาตรา 25 ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนความเห็นชอบจาก “สภานายกพิเศษ” (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) แต่ประกาศฉบับนี้ไม่ได้ผ่านสภานายกพิเศษ
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์ (หมออิง):
    • การนำลงราชกิจจานุเบกษาเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วราชอาณาจักรรับทราบ จึงถือว่าเป็นกฎหมายปกครอง
    • คำพิพากษาศาลปกครองระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 5/2567 ที่ประชุมใหญ่มีมติกำหนดแนวทางโทษพักใช้ใบอนุญาตโดยเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในช่วง 3–6 เดือน แต่ประกาศที่พิมพ์ออกมาบังคับใช้กลับระบุโทษยึดตึงไว้ที่ 6 เดือนทันที ซึ่งถือเป็นประกาศที่ขัดต่อมติของคณะกรรมการแพทยสภาเอง
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: ประกาศฉบับนี้มีความบกพร่องทางกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งการไร้ฐานอำนาจตามกฎหมายแม่ การข้ามขั้นตอนสภานายกพิเศษ และข้อความขัดต่อมติบอร์ดใหญ่แพทยสภา

ประเด็นที่ 2: หลักความได้สัดส่วน การจำกัดดุลพินิจ และอัตราโทษที่ไม่สมเหตุสมผล

  • บริบท/คำถามนำ: อัตราโทษและเกณฑ์การบังคับใช้ตามประกาศมีความสมเหตุสมผล ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ความผิด และกระทบต่อการใช้ดุลพินิจอย่างไร
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย:
    • ประกาศฯ ตัดตัวเลือกโทษขั้นเบา ได้แก่ “ว่ากล่าวตักเตือน” และ “ภาคทัณฑ์” ออกทั้งหมด เหลือเพียง “พักใช้ใบอนุญาต” และ “เพิกถอนใบอนุญาต” ซึ่งขัดต่อมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม
    • ประกาศบังคับให้การโฆษณาต้องขออนุญาตล่วงหน้าทุกกรณี ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38–39 ที่อนุญาตให้โฆษณาได้หากอยู่ในเกณฑ์โดยไม่ต้องขออนุมัติก่อนทุกชิ้นงาน อีกทั้งแพทยสภายังขาดกำลังคนในการตรวจอนุมัติโฆษณาที่มีจำนวนมหาศาล
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์ (หมออิง):
    • อัตราโทษพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือนสำหรับความผิดเรื่องผู้ดำเนินสถานพยาบาลหรือโฆษณา รุนแรงไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำผิด (Irrelevant) เมื่อเทียบกับกรณีแพทย์ประพฤติผิดมาตรฐานเวชกรรมจนผู้ป่วยเสียชีวิต
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย:
    • การกำหนดเกณฑ์ที่ตึงเกินไปจะลดพื้นที่ในการพิจารณาพฤติการณ์เฉพาะราย ซึ่งขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) ในทางกฎหมายปกครอง
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: ประกาศฯ จำกัดดุลพินิจการลงโทษ ตัดโทษขั้นเบา และตั้งอัตราโทษรุนแรงไม่สมสัดส่วน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิทธิของผู้ป่วยบริสุทธิ์นับร้อยคนที่ต้องถูกเลื่อนการผ่าตัดเนื่องจากแพทย์ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต

ประเด็นที่ 3: ความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย การส่งเสริม Legal Education และบทบาทจริยธรรม

  • บริบท/คำถามนำ: กฎหมายเดิมและกฎหมายเฉพาะที่มีอยู่เพียงพอต่อการลงโทษหรือไม่ และควรปรับบทบาทการกำกับดูแลอย่างไร
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย:
    • พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม มีมาตรา 32–39 และข้อบังคับว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีจริยธรรม พ.ศ. 2563 ที่มีขั้นตอนอนุกรรมการจริยธรรมและอนุกรรมการสอบสวนครอบคลุมอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องออกประกาศซ้ำซ้อน
    • การเพิ่มบทลงโทษทางปกครองไม่ช่วยลดปริมาณคดีความ (ปี 2568 มีคดีเพิ่มเกิน 400 คดี) แพทยสภาควรเปลี่ยนมาเน้นการ “ติดตาม กำกับ ส่งเสริม” จริยธรรมมากกว่าการลงโทษแบบอัตโนมัติ
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์ (หมออิง):
    • เรื่องผู้ดำเนินสถานพยาบาล ยา อาหาร และการโฆษณา มี พ.ร.บ. สถานพยาบาล, พ.ร.บ. ยา, พ.ร.บ. อาหาร และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค บังคับใช้อยู่แล้ว แพทยสภาสามารถบังคับใช้ผ่าน ข้อบังคับจริยธรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 8 (การไม่ฝ่าฝืนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง) ได้ทันที
    • การโฆษณาเท็จหลอกลวงประชาชนเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน และนิติกรรมเป็นโมฆียกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งระบบยุติธรรมทั่วไปมีกลไกจัดการอยู่แล้ว แพทยสภาควรเน้นการให้ความรู้ทางกฎหมาย (Legal Education) แก่แพทย์เพื่อป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย:
    • การกำกับดูแลวิชาชีพต้องรักษาสมดุลหลักจริยธรรมทางการแพทย์ 4 ประการ ได้แก่ Non-maleficence (ไม่ก่อมลทิน/อันตรายเชิงระบบ), Beneficence (ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย), Professional Responsibility (ความรับผิดชอบทางวิชาชีพ) และ Justice (ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย)
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: แพทยสภาควรหยุดการออกกฎหมายซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น หันมาเน้น Legal Education แก่แพทย์ และใช้กลไกทางจริยธรรมเดิมที่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างถูกต้อง

การตอบข้อซักถาม (Q&A Session)

  • คำถามที่ 1: ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อออกมติประกาศนี้ ไม่มีผู้ใดทักท้วงเลยหรือ?
    • ผู้ตอบ: นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์ และ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย
    • สาระสำคัญของคำตอบ: ไม่สามารถตอบแทนการประชุมภายในได้ แต่หากมีการทักท้วงก็จะต้องมีการลงบันทึกไว้ และเห็นว่าหากจะทำเกณฑ์กำหนดโทษควรกำหนดให้ครอบคลุมทุกความผิดทั้งระบบ ไม่ใช่เลือกเฉพาะผู้ดำเนินสถานพยาบาลและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีกฎหมายอื่นกำกับดูแลอยู่แล้ว
  • คำถามที่ 2: มีแนวโน้มจะสร้างมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกสอบสวนเพื่อป้องกันการร้องเรียนกลั่นแกล้งแพทย์หรือไม่?
    • ผู้ตอบ: ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์
    • สาระสำคัญของคำตอบ: พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม มีชั้นอนุกรรมการจริยธรรมกลั่นกรองว่ามีมูลหรือไม่ และ นพ.สุริธีรเวช เสนอให้บังคับใช้บทบัญญัติที่กำหนดให้ อนุกรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิ.อาญา เพื่อดำเนินคดีอาญาข้อหาแจ้งความเท็จแก่ผู้ที่ร้องเรียนกลั่นแกล้งแพทย์โดยไม่มีมูล
  • คำถามที่ 3: การออกกฎหมายซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน (เช่น แพทยสภา สคบ. สบส.) ทำให้เกิดความสับสน ควรแก้ไขอย่างไร?
    • ผู้ตอบ: ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย
    • สาระสำคัญของคำตอบ: ประชาชนมีสิทธิ์ร้องเรียนต่อหลายหน่วยงานตามกฎหมาย แต่หน่วยงานที่รับเรื่องหากพบว่าเป็นเรื่องเฉพาะของหน่วยงานอื่น ควรส่งต่อเรื่อง (Referral) ให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรงรับไปดำเนินการ ไม่ควรรอบพิจารณาซ้ำซ้อนกัน

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย/การปฏิบัติ (Takeaways & Next Steps)

  • ผลทางกฎหมายของคำพิพากษา: คำพิพากษาศาลปกครองมีผลย้อนหลัง คำสั่งลงโทษเดิมที่อาศัยประกาศ 62/2567 ถือเป็นอันยกเลิก และคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาต้องยกเลิกการใช้ประกาศนี้พิจราณาทันที
  • แนวทางระยะสั้น: คณะกรรมการแพทยสภาควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด (วิทยากรคาดว่าศาลน่าจะยืนตามศาลชั้นต้น) ย้อนกลับไปใช้กระบวนการจริยธรรมตามมาตรา 32–39 ร่วมกับจัดตั้งระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation)
  • ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว (Action Items):
    1. ยกร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ฉบับใหม่: จัดสัมมนาใหญ่เชิญสมาคมวิชาชีพ แพทย์ ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย ยกร่างกฎหมายใหม่ทดแทนฉบับปี 2525 ที่ใช้มากว่า 40 ปี
    2. ผลักดัน พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์: วางระบบพิจารณาคดีทางการแพทย์เป็นการเฉพาะ คุ้มครองสิทธิทั้งผู้ป่วยและแพทย์
    3. เรียกร้องงบประมาณอุดหนุนกองทุนแพทยสภา: ผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอุดหนุนกองทุนแพทยสภาอย่างเหมาะสม (ปัจจุบันได้เพียง 3–5 ล้านบาท/ปี)
    4. พัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็น: จัดทำประชาพิจารณ์และเสวนาวิชาการเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงก่อนออกกฎระเบียบใดๆ ในอนาคต