เสวนาออนไลน์ “ความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ฉบับแพทยสภา ดีหรือไม่ดี?” โดย อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์

 วัตถุประสงค์และภาพรวมการเสวนา (Objective & Overview)

  • ความเป็นมาและบริบท: การเสวนาจัดขึ้นโดยสำนักกฎหมายการแพทย์และที่ปรึกษา เพื่อร่วมวิเคราะห์และแสดงความเห็นเชิงวิชาการต่อร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ฉบับแพทยสภา ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมฉบับเดิมบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 (เป็นเวลามากกว่า 40 ปี)
  • เป้าหมายหลัก: เพื่อวิเคราะห์จุดดี จุดอ่อน และผลกระทบของร่างกฎหมายใหม่อย่างรอบคอบ โดยมุ่งหวังให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายที่สร้างความสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยและประชาชน” กับ “ความเป็นธรรมในการประกอบวิชาชีพของแพทย์” ภายใต้หลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน

3. สาระสำคัญตามระเบียบวาระ / ประเด็นการเสวนา (Discussion by Topic)

ประเด็นที่ 1: การขาดคุณสมบัติสมาชิกทันทีเมื่อถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ (ร่างมาตรา 11 (8) และมาตรา 30 วรรคท้าย)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ตั้งประเด็นซักถามเกี่ยวกับร่างมาตรา 11 (8) และมาตรา 30 วรรคท้าย ที่กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษขาดคุณสมบัติสมาชิกภาพทันที และถามว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้เป็นธรรมหรือไม่
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: ชี้ว่าร่างมาตรา 11 (8) กำหนดให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษในกระบวนการจริยธรรมตามมาตรา 32 (แม้แพทยสภายังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด) ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกแพทยสภา เมื่อประกอบกับมาตรา 30 วรรคท้าย จะทำให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ แพทย์ต้องหยุดทำงานทันทีโดยผลของกฎหมาย จากการศึกษากฎหมายควบคุมวิชาชีพแพทย์ใน 20 ประเทศ ไม่เคยพบประเทศใดกำหนดบทลงโทษให้หยุดทำงานทันทีตั้งแต่ชั้นถูกกล่าวหา ซึ่งต่างจากกฎหมายปัจจุบันที่ต้องผ่านการสอบสวนจนมีมติลงโทษเพิกถอนก่อนจึงจะหยุดประกอบวิชาชีพได้
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย: เสริมว่าการให้ใบอนุญาตสิ้นสุดลงทันทีส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา เช่น แพทย์ที่มีคิวผ่าตัดต้องถูกยกเลิกทันที ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตระหว่างรอ ซึ่งในทางจริยธรรมการแพทย์ ต้องพิจารณาน้ำหนักของหลัก Beneficence (ประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย)
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: เห็นพ้องว่ากฎหมายในลักษณะนี้สร้างผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วยและการให้บริการทางการแพทย์ในภาพรวม
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การตัดสิทธิ์และทำให้ใบอนุญาตสิ้นสุดลงทันทีในชั้นถูกกล่าวหาโดยยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุด เป็นการใช้อำนาจที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ขัดต่อหลักความยุติธรรม และเกิดผลเสียร้ายแรงต่อผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา

ประเด็นที่ 2: การสอบประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนสมาชิกซ้ำซ้อนและการแทรกแซงระบบการศึกษา (ร่างมาตรา 11/4)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย สอบถามถึงความซ้ำซ้อนของการสอบประเมิน และประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของระบบการศึกษา
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เดิมผู้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตตามมาตรา 11 (3) สามารถสมัครสมาชิกแพทยสภาได้ทันที แต่ร่างใหม่เพิ่มมาตรา 11/4 กำหนดว่าต้องผ่านการสอบประเมินความรู้ความสามารถเพื่อขึ้นทะเบียนสมาชิกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ผู้เรียนที่ผ่านการสอบประมวลความรู้ในระบบการศึกษามาแล้ว อีกทั้งในระดับสากล สภาวิชาชีพต้องไม่แทรกแซงความเป็นอิสระในการจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษา
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: ชี้ว่าหากกังวลเรื่องสมรรถนะ คุณธรรม หรือสุขภาพจิต สามารถประเมินในชั้นการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาได้อยู่แล้ว ไม่ควรถมภาระการประเมินซ้ำซ้อนในระยะเวลาสั้นๆ หลังจบการศึกษา
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การเพิ่มขั้นตอนประเมินสมาชิกอีกชั้นหนึ่งเป็นการสร้างภาระเกินความจำเป็นแก่แพทย์ และเข้าข่ายแทรกแซงความเป็นอิสระของสถาบันอุดมศึกษา

ประเด็นที่ 3: การสอบสวนต่อแม้พ้นจากสมาชิกภาพหรือลาออกแล้ว (ร่างมาตรา 32 วรรค 6 และ 7)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย เปิดประเด็นกรณีผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากสมาชิกภาพหรือลาออกไปแล้ว แต่กฎหมายยังกำหนดให้สอบสวนต่อให้เสร็จภายใน 3 ปี
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: ชี้ว่าบทลงโทษสูงสุดของสภาวิชาชีพคือการเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อแพทย์ลาออกหรือพ้นสภาพไปแล้ว การดำเนินกระบวนการสอบสวนต่อจึงไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย: เสริมว่าขัดกับหลักวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ที่การสอบสวนย่อมสิ้นสุดลงเมื่อจำเลยพ้นจากสภาพบุคคล และผู้ที่ลาออกไปแล้ว หากสภาตัดสินตักเตือน ก็ไม่สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ได้รับความเสียหาย
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การให้อำนาจสอบสวนผู้ที่พ้นจากสมาชิกภาพไปแล้วขัดต่อหลักวิธีพิจารณาความ ไม่ก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และสิ้นเปลืองงบประมาณ

ประเด็นที่ 4: การบันทึกประวัติเพื่อลงโทษในอนาคตและการตัดดุลพินิจไม่อุทธรณ์ตามคำสั่งศาล (ร่างมาตรา 32 วรรค 8 และ 9)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ถามถึงการบันทึกประวัติการลงโทษ และกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนคำตัดสินของแพทยสภา
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: ร่างมาตรา 32 วรรค 8 กำหนดให้นำคำวินิจฉัยมาบันทึกเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนในอนาคต เป็นการสร้างตราบาปตลอดชีวิตโดยไม่เปิดโอกาสให้เกิดการฟื้นฟู (Rehabilitation) นอกจากนี้ ร่างมาตรา 32 วรรค 9 ยังบังคับให้แพทยสภาต้องดำเนินกระบวนการใหม่ทุกกรณีเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่ง โดยตัดดุลพินิจในการไม่อุทธรณ์ ซึ่งการออกกฎหมายผูกมัดเหนือคำตัดสินของศาลอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย: มองว่าวัตถุประสงค์ของการลงโทษควรเน้นเรื่องการฟื้นฟูเยียวยา การอบรม หรือการตักเตือน เพื่อให้โอกาสแพทย์กลับมาทำประโยชน์แก่สังคม มากกว่าการสร้างตราบาปถาวร
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การตัดดุลพินิจในการยอมรับคำพิพากษาศาลเป็นการลดทอนอำนาจศาล และการบันทึกประวัติโดยปราศจากการฟื้นฟูขัดต่อหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ 5: การยุติเรื่องเมื่อผู้ร้องเรียนถอนเรื่อง (ปิดโอกาสพิสูจน์ตัวเอง)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ตั้งประเด็นกรณีร่างกฎหมายกำหนดให้กระบวนการสอบสวนยุติลงทันทีเมื่อผู้ร้องเรียนถอนเรื่อง
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เดิมการถอนเรื่องไม่อาจยับยั้งการพิจารณาได้ เพื่อเปิดโอกาสให้แพทย์ได้ใช้ผลการพิจารณาทางวิชาชีพของแพทยสภาไปเป็นหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล การบังคับจบเรื่องทันทีอาจทำให้แพทย์เสียโอกาสพิสูจน์ตนเอง
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: เสนอว่าควรใช้ดุลพินิจจำแนกประเภทความผิด โดยแยกแยะระหว่างความผิดส่วนตัว (เช่น คำพูดไม่สุภาพ) ที่ถอนเรื่องแล้วจบได้ กับความผิดร้ายแรงหรืออาญาแผ่นดิน (เช่น การปลอมใบรับรองแพทย์) ที่ไม่ควรยุติเรื่อง
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: ควรใช้ดุลพินิจจำแนกตามประเภทความผิด ไม่ควรกำหนดเป็นข้อบังคับตายตัวให้เรื่องจบลงทันทีทุกกรณีเมื่อถอนเรื่อง

ประเด็นที่ 6: การตัดขั้นตอนคณะอนุกรรมการจริยธรรม (ตัดการกลั่นกรองคดีมีมูล)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย สอบถามเรื่องการตัดชั้นอนุกรรมการจริยธรรมซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองคดีมีมูลออก
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เดิมเรื่องร้องเรียนจะเข้าอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อกลั่นกรองก่อน การตัดชั้นนี้ออกแล้วส่งเข้าอนุกรรมการสอบสวนทันทีทุกกรณี ทำให้ขาดกลไกไกล่เกลี่ยเบื้องต้น เช่น การประสานสิทธิเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือการช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ร้อนของผู้ป่วยที่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาผิดแพทย์
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: คัดค้านอย่างยิ่งเนื่องจากละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดรัฐธรรมนูญ ที่บุคคลต้องได้รับการพิจารณา 2 ชั้น (Double-tier review)
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การตัดชั้นกลั่นกรองอนุกรรมการจริยธรรมละเมิดสิทธิ์ในการได้รับการพิจารณา 2 ชั้น และทำให้ขาดกลไกช่วยเหลือไกล่เกลี่ยผู้ป่วยในเบื้องต้น

ประเด็นที่ 7: การตัดขั้นตอนถ่วงดุลโดยสภานายกพิเศษ

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ขอให้วิทยากรขยายความเรื่องการตัดขั้นตอนสภานายกพิเศษออก
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เดิมสภานายกพิเศษ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ทำหน้าที่ทบทวนมติแพทยสภา หากเห็นแย้ง แพทยสภาต้องใช้มติ 2 ใน 3 เพื่อยืนยันคำตัดสิน การตัดกลไกนี้ออก ทำให้ทั้งแพทย์และประชาชนขาดช่องทางอุทธรณ์และถ่วงดุลอำนาจก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การตัดสภานายกพิเศษทำให้ขาดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลมติแพทยสภา

ประเด็นที่ 8: การบังคับต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุก 5 ปี (ร่างมาตรา 30)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ถามถึงหลักการและเหตุผลในการบังคับต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุก 5 ปี
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: เห็นว่าเป็นกฎหมายที่สร้างภาระเกินควรแก่บุคลากรทางการแพทย์ และการสะสมคะแนนไม่ได้การันตีว่าแพทย์จะมีความรู้หรือคุ้มครองผู้ป่วยได้จริง
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เสนอให้ใช้ระบบ Portfolio หรือการตรวจประเมินสมรรถนะโดยสถานพยาบาลแทน พร้อมหักล้างข้ออ้างที่ว่าสภาวิชาชีพอื่นต่ออายุเหมือนกัน โดยชี้ว่าสภาวิศวกรไม่ได้ใช้คะแนนมาต่อใบอนุญาต และสภาทนายความให้ใบอนุญาตตลอดชีพ
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การบังคับต่อใบอนุญาตด้วยคะแนนสะสมเป็นการสร้างภาระเกินจำเป็น ควรเปลี่ยนมาใช้ระบบประเมินสมรรถนะหรือ Portfolio ร่วมกับสถานพยาบาล

ประเด็นที่ 9: บทเฉพาะกาลเรื่องการต่อใบอนุญาต (การเลือกปฏิบัติ)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย สอบถามถึงข้อกำหนดในบทเฉพาะกาลที่ยกเว้นแพทย์รุ่นเก่าแต่บังคับแพทย์รุ่นใหม่
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย & อาจารย์ชาย นิ่มละมัย: ชี้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (ขัดหลัก Justice) และตั้งข้อสังเกตว่าการนำไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล สะท้อนว่าผู้ร่างคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะถูกคัดค้านในชั้นสภา จึงเขียนแยกลำดับไว้เพื่อให้ถูกตัดออกได้ง่าย
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การบังคับต่ออายุใบอนุญาตเฉพาะแพทย์รุ่นใหม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบ

ประเด็นที่ 10: การจำกัดการใช้คำนำหน้าชื่อ (นายแพทย์/แพทย์หญิง/MD)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย สอบถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในการใช้คำนำหน้าชื่อในร่างใหม่
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เดิมผู้เป็นสมาชิกแพทยสภามีสิทธิ์ใช้คำนำหน้าชื่อได้ แต่ร่างใหม่จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นการตัดสิทธิ์แพทย์ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพโดยตรง เช่น อาจารย์แพทย์ที่ทำหน้าที่สอนหนังสือ
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: ชี้ว่าผู้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตย่อมมีสิทธิ์ใช้คำแสดงคุณวุฒิทางการศึกษา (เช่น MD) ตามรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายจำกัดสิทธิ์นี้จึงขัดต่อกฎหมายสูงสุด
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การจำกัดการใช้คำนำหน้าชื่อหรือคำแสดงคุณวุฒิของผู้จบแพทยศาสตร์ขัดต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ 11: การเพิ่มอำนาจระงับการประกอบวิชาชีพทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการสอบสวน (ร่างมาตรา 87)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ตั้งประเด็นเกี่ยวกับร่างมาตรา 87 ที่เพิ่มอำนาจแพทยสภาระงับการทำงานของแพทย์ได้ทันที
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: เห็นว่าเป็นอำนาจเด็ดขาดเบ็ดเสร็จโดยปราศจากการตรวจสอบ ละเมิดสิทธิ์ในการชี้แจงโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหา
  • ความเห็นของ อาจารย์ชาย นิ่มละมัย: เสนอว่าหากมีเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดอันตรายต่อประชาชนจริง ควรใช้วิธีเร่งรัดกระบวนการสอบสวน (Emergency process) ให้จบภายใน 1-2 เดือนตามมาตราเดิม แทนการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: การให้อำนาจระงับการประกอบวิชาชีพโดยไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนเป็นการใช้อำนาจโดยปราศจากการถ่วงดุล ควรใช้กระบวนการสอบสวนเร่งด่วนแทน

ประเด็นที่ 12: การลดอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย ถามประเด็นการลดอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย & นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: การตัดอำนาจกำกับดูแลข้อบังคับของรัฐมนตรีเหลือเพียงการกำหนดค่าธรรมเนียม ทำให้แพทยสภาขาดการเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหารในการกำกับดูแลประโยชน์ของประชาชน และแพทยสภาจะต้องรับผิดชอบความเสี่ยงทางกฎหมายแต่เพียงผู้เดียวหากออกข้อบังคับที่ละเมิดสิทธิ์
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: ฝ่ายบริหารของรัฐต้องคงอำนาจกำกับดูแลสภาวิชาชีพ เพื่อความเชื่อมโยงในการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน

ประเด็นที่ 13: โครงสร้างคณะกรรมการแพทยสภาเทอะทะ และมีส่วนได้เสีย (Conflict of Interest)

  • บริบท/คำถามนำ: อาจารย์ชาย นิ่มละมัย และวิทยากร ร่วมวิเคราะห์โครงสร้างคณะกรรมการแพทยสภา
  • ความเห็นของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย: แม้ร่างใหม่จะลดขนาดกรรมการลงเหลือ 50 คน แต่ยังเทอะทะเมื่อเทียบกับสภาวิศวกร (20 คน) หรือสภาทนายความ (25 คน) อีกทั้งกรรมการจากการเลือกตั้งมีเพียงครึ่งเดียว และการนำสมาคมโรงพยาบาลเอกชนมาเป็นกรรมการโดยตำแหน่งถือเป็น Conflict of Interest เนื่องจากเป็นฝ่ายนายจ้าง/ผู้ให้บริการ
  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: เตือนว่าการระบุชื่อสมาคมเอกชนไว้ใน พ.ร.บ. จะทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายทันทีหากสมาคมนั้นเลิกกิจการในอนาคต
  • ข้อสรุปย่อยของประเด็นนี้: โครงสร้างคณะกรรมการควรลดขนาด เพิ่มสัดส่วนกรรมการจากการเลือกตั้ง และตัดส่วนที่มี Conflict of Interest ออกจากตำแหน่งโดยตรง

ประเด็นเพิ่มเติม: การละเลยปัญหา “หมอเถื่อน”

  • ความเห็นของ นพ.สุริธีรเวช นพรัตน์ชนม์: แสดงความผิดหวังอย่างมากที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ละเลยการแก้ปัญหา “หมอเถื่อน” ซึ่งเป็นรากเหง้าดั้งเดิมของการออกกฎหมายการแพทย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2466) แต่กลับมุ่งเน้นเพิ่มภาระและการควบคุมแพทย์ในระบบแทน

4. การตอบข้อซักถาม (Q&A Session)

  • บริบทการดำเนินงาน: ในช่วงการเสวนา ผู้ดำเนินรายการได้แจ้งเปิดรับคำถามจากผู้รับชมทาง Facebook Live
  • ข้อสรุปช่วงตอบคำถาม: เมื่อถึงช่วงท้ายรายการ ไม่พบคำถามเพิ่มเติมส่งเข้ามาทางระบบส่งข้อความสด ผู้ดำเนินรายการจึงได้แจ้งผู้รับชมว่าหากมีข้อซักถามหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถส่งข้อความมายังช่องทาง Direct Message ของสำนักกฎหมายการแพทย์และที่ปรึกษาได้ในภายหลัง

5. ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย/การปฏิบัติ (Takeaways & Next Steps)

  • ฉันทามติและทิศทางในอนาคต: วิทยากรทุกท่านเห็นพ้องว่าสมควรได้รับการปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรมให้ทันสมัย แต่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วย ความเป็นธรรมต่อแพทย์ กระบวนการนิติธรรม และการเปิดโอกาสฟื้นฟู (Rehabilitation)
  • ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติตามแนวทาง “สมัชชาแพทย์ปฏิรูป” (Action Items):
    1. ปรับปรุงบทลงโทษทางจริยธรรม: เปลี่ยนแนวคิดจากการลงโทษแบบตัดสิทธิ์หรือหยุดการทำงานทันที มาเป็นการฟื้นฟูเยียวยา (Rehabilitation) และการให้โอกาสกลับคืนสู่สังคม
    2. ปรับเปลี่ยนระบบการต่อใบอนุญาต: ยกเลิกการบังคับต่อใบอนุญาตด้วยระบบสะสมคะแนน และเปลี่ยนมาใช้ระบบประเมินสมรรถนะ / Portfolio ร่วมกับสถานพยาบาล
    3. คงกลไกการกลั่นกรองและถ่วงดุล: คงชั้นอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อกลั่นกรองและช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น และคงบทบาทของสภานายกพิเศษ/รัฐมนตรีในการตรวจสอบถ่วงดุลมติแพทยสภา
    4. ปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการแพทยสภา: ลดขนาดคณะกรรมการให้กะทัดรัด เพิ่มสัดส่วนกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก และถอดถอนตำแหน่งกรรมการโดยตรงขององค์กรเอกชนที่มี Conflict of Interest
    5. บรรจุมาตรการปราบปรามหมอเถื่อน: เพิ่มบทบัญญัติการปราบปรามและแก้ปัญหา “หมอเถื่อน” ไว้ใน พ.ร.บ. เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายการแพทย์